อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน อู่อารยธรรมใจกลางเส้นทางสายไหม

September 25, 2019
Highlight of the month

UZBEKISTAN อู่อารยธรรมใจกลางเส้นทางสายไหม

หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ แห่งเอเชียกลาง และเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยอารยธรรมและวัฒนธรรมโบราณ กว่า 2,500 ปี ผ่านงานสถานปัตยกรรมเอกอุ จากยุคโบราณจนถึงยุคเส้นทางสายไหม ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ หลายแห่งได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เที่ยวรอบโลก และพลาเน็ต บลู ขอพาทุกคนเดินทางย้อนรอยสู่เสี้ยวประศาสตร์ ที่ประเทศอุซเบกิสถาน กับ 5 เมืองเรืองรองที่ต้องไม่พลาด

Getting to Know UZBEKISTAN

  • สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน (Republic of Uzbekistan) เป็นประเทศในเอเชียกลาง ที่ถูกล้อมรอบด้วยประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล (Double Landlocked Country) ตั้งอยู่ในทำเลที่ขนาบด้วยแม่น้ำใหญ่ 2 สาย คือแม่น้ำอามูดารยา และแม่น้ำซีร์ดารยา ซึ่งเป็นแม่น้ำ 2 สายหลักของประเทศ มีพรมแดนติดกับประเทศอัฟกานิสถาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน
  • ตามหน้าประวัติศาสตร์ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ยึดครองดินแดนประเทศอุซเบกิสถานเมื่อ 367 ปีก่อนคริสตกาล ในภายหลังดินแดนแห่งนี้ได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียในช่วงคริสต์ศตวรรตที่ 6 ก่อนจะถูกยึดครองโดยจักรวรรดิมองโกลของเจงกิสข่านเมื่อ ค.ศ. 1220 เป็นเหตุให้สิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่หลายแห่งต้องถูกทำลายลง
  • ในศตวรรษที่ 13 ขุนศึกชื่อ เอมีร์ ติมูร์ (Emir Timur / Tamerlane) ได้มีอำนาจเหนือมองโกล และตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้นมาที่เมืองซามาร์คานด์ สร้างความเจริญรุ่งเรืองและขยายอาณาจักรจนกว้างใหญ่ไพศาล และได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษของชาติ ดังจะเห็นอนุสาวรีย์ของท่านมากมายโดยเฉพาะที่เมืองหลวง ทาชเคนต์

1. TASHKENT

เมืองหลวงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ ชื่อเมืองมีความหมายว่า นครศิลา (The City of Stone) นอกจากเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งเอเชียกลาง ยังเป็นเมืองที่ประกอบไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม และมีสถานีรถไฟความเร็วสูงสู่เมืองซาร์มาคานด์อีกด้วย

Khasti Imam Complex   จัตุรัสฮัสตี อิหม่าม จัตุรัสอันกว้างใหญ่ที่รวมไว้ด้วยสถานที่สำคัญทางศาสนาอิสลามเมื่อพันปีก่อน ได้แก่ สุสาน / มัสยิด Tilla Sheikh ที่ประดับด้วยทองคำงดงามวิจิตร / โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม อิหม่ามบุคอรี รวมถึงห้องสมุดที่เก็บรักษาคัมภีร์กุรอ่านของกาลิบห์อูทห์มาน ที่เขียนด้วยลายมือ

Independence Square หรือ จัตุรัสมุสตาคิลลิก Mustakillik Square  จัตุรัสอันเป็นหัวใจของเมืองทาชเคนท์ เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ และความเป็นอุซเบกยุคใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านงานประติมากรรมมากมาย โดยเฉพาะอนุสาวรีย์แม่อุ้มลูก  ที่เปรียบทารกได้กับประเทศอุซเบกิสถานที่เกิดใหม่ได้ไม่นาน และกำลังเติบโต ต่อไป อีกไฮไลต์คือ Arch Ezgulik โครงซุ้มทรงโค้งประดับนกกระเรียนที่กำลังบินทะยาน เปรียบได้กับอุซเบกิสถานเวลานี้เช่นกัน

Monument of Amir Timur   อนุสาวรีย์เอมีร์ ติมูร์ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมือง มีถนนวงเวียนล้อมรอบ มาแล้วควรต้องแวะทักทายท่านเสียหน่อย ในฐานะวีรบุรุษแห่งชนชาติอุซเบก ผู้แผ่ขยายดินแดนไปไกลจนถึงอินเดีย เปอร์เซีย คาบสมุทรอาหรับ และรัสเซีย

Abul Kasim Madrasah  โรงเรียนศาสนา อาบูลกาซิม แรกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16  มีโครงสร้างค่อนข้างซับซ้อนประกอบไปด้วยสุเหร่า โรงอาบน้ำ และส่วนของมาดราซาห์ หรือโรงเรียนสอนศาสนา  ต่อมาราวศตวรรษที่ 19 ได้มีการก่อตั้งสถานที่สอนวิชาการทางศิลปะทุกแขนงของชาติ โดยนักคิดและผู้นำเมือง อาบูล กาซิม ข่าน  ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักไม้ ทอดผ้า วาดภาพ เครื่องประดับเงินและทอง

Chorsu Bazaar   ตลาดพื้นเมือง คอร์ซู ตลาดการค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง  กับสถาปัตยกรรมอาหรับแท้ๆ ภายในเต็มไปด้วยสินค้าพื้นเมือง ทั้งผักสด ผลไม้ ไปจนถึงงานหัตถกรรม เครื่องหนัง แพรพรรณ ชา ถั่วพิสตาชิโอ องุ่นแห้ง ฯลฯ เป็นที่ที่เราจะได้เห็นวิถีชีวิต และการกินอยู่ของคนอุซเบกอย่างชัดเจน

2. SAMARKAND

เมืองซามาร์คานด์ นครหลวงแห่งศิลปกรรมในเอเชียกลาง อายุ 2,755 ปี มีความเก่าแก่เทียบเท่ากรุงโรม เต็มไปด้วยงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และตำนานเก่าแก่ที่ถูกนำมาเล่าขาน ทั้งความเป็นศูนย์กลางทางการค้า ศาสนา และวัฒนธรรมสำคัญบนเส้นทางสายไหม ที่พาดผ่านเอเชียกลาง ได้รับฉายาว่า “กรุงโรมของโลกตะวันออก”

Registan Square   จัตุรัสเรจีสถาน เป็นจัตุรัสกลางเมืองซามาร์คานด์ ที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ งดงามไปด้วยศิลปะอิสลามซึ่งถูกกล่าวขานว่ามีความงดงามที่สุดในเอเชียกลาง ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าตัดขอบด้วยสีเหลือง รายล้อมไปด้วยโรงเรียนสอนศาสนาถึง 3 แห่ง คือ อุลุกเบก (Ulug Beg) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก  สร้างขึ้นในค.ศ.1417-1420  เชียดอร์ (Shir Dor) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1619 -1636  ผนังกำแพงมีลวดลายรูปทรงเรขาคณิต และซุ้มประตูมีรูปเสือลายพาดกลอน ที่แตกต่างไปจากสถาปัตยกรรมทั่ว ๆ ไปของศาสนาอิสลาม  และทิลยาคารี (Tilys Kari)  สร้างขึ้นทางด้านเหนือในศตวรรษที่ 17 และใช้เวลาสร้างประมาณ 20 ปี ซึ่งผนังและซุ้มในกำแพงมีการปิดทองมากกว่าที่อื่นใด ภายในเป็นสถานที่ฝังพระศพของราชวงศ์ รวมถึงมีหลุมศพของเอมีร์ ติมูร์ ที่เตรียมไว้แต่ไม่ได้ใช้ฝังร่างจริง

Gur Amir Mausoleum  สุสาน กูร์ อะมีร์ สถานที่ฝังศพของหลานชายสุดที่รักของข่านติมูร์  (Timur) นามว่า มูฮัมมัด สุลต่าน (Muhhamed Sultan)  สร้างในปีค.ศ. 1404 หลังจากนั้น 1 ปี ติมูร์ (Timur) เสียชีวิตลง โอรสของติมูร์จึงได้ย้ายสุสานของติมูร์มารวมกับหลานชายสุดรัก สุสานแห่งนี้จึงนับได้ว่าเป็นที่ฝังพระศพของวีรบุรุษแห่งอุซเบกิสถาน  สถาปัตยกรรมก่อสร้างมีความงดงามโดยเฉพาะส่วนโดมหลังคา

Bibi-Khanum Mosque มัสยิดบีบีคานิม สร้างโดยบัญชาของข่านทิเมอร์  ในปี ค.ศ. 1399-1404  ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี โดยใช้ช่างฝีมือจากหลายประเทศ เพื่อให้เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก  แสดงให้เห็นถึงอำนาจของโลกอิสลาม และการพิชิตดินแดนในอินเดียได้  ปัจจุบันได้รับการบูรณะที่แม้จะยังไม่สมบูรณ์แต่ก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต

Ulugbeg Observatory  หอดูดาวอูลุกเบก  สร้างโดยข่านอุลุกเบก (หลานของติมูร์)  ในปีค.ศ. 1428-1429 เป็นอาคาร 3 ชั้นสูง 30 เมตร ด้านบนยอดคล้ายโดมพิพิธภัณฑ์แสดงเรื่องราวการสำรวจทางดาราศาสตร์  สิ่งประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้อุปกรณ์ดูดาว สะท้อนอัจฉริยภาพของข่านอุลุกเบก ที่ท่านได้คำนวณรอบปีเฉียดไปเพียงเล็กน้อย อีกทั้งแผนที่โลกเองยังถูกวาดขึ้นครั้งแรกที่นี่ รวมถึงท่านยังเป็นผู้คิดค้นสูตรคณิตศาสตร์อีกด้วย

Shakhi-Zinda Mausoleums สุสานชาคี ซินดา  ตั้งอยู่บนเนินเขาอัฟราซิยาบ Afrasiyab  เป็นที่รวบรวมสุสานขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็น Necropolis  หรือป่าช้าของเมืองมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ซึ่งเป็นความคิดของข่านทามาเลนที่ต้องการให้ชาคี ซินดา แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของสุสานของบุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นที่แสวงบุญของชาวอิสลามเทียบเท่าได้กับนครเมกกะ  ประกอบด้วยอาคารหลายยุคหลายสมัย ที่งดงามด้วยกระเบื้องเคลือบโบราณ

Afrasiyab Ruins  แหล่งโบราณสถานอัฟราซิยาบ ชื่อเนินมีความหมายว่า ถัดจากแม่น้ำดำ (Beyond the Black River) ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองซามาร์คานด์  เป็นสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์  ประกอบด้วยซากโบราณสถานอายุ 700-600 ปีก่อนคริสตกาล สะท้อนอารยธรรมของพวกซ๊อกเดียน  ที่ตั้งเมืองขึ้นบริเวณริมแม่น้ำ และบนที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ ที่ต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองซามาร์คานด์

3.SHAKHRISABZ

เมืองชาคริซาบซ์ เป็นบ้านเกิดของข่านเอมีร์ติมูร์ ผู้สร้างอาณาจักรติมูร์อันยิ่งใหญ่ และทำให้ชื่อเสียงของซามาร์คานด์เป็นที่รู้จักและจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์

Ruin of Ak Saray Palace  พระราชวังอัคซาราย พระราชวังฤดูร้อนของข่านติมูร์ มีความหมายว่า พระราชวังสีขาว โดยหวังให้มีความยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับมัสยิดบิบีคานุม ใช้เวลาก่อสร้าง 25 ปีโดยช่างฝีมือทั้งจากโคเอเชียและอาร์เซอร์ไบจัน ที่มีความชำนาญในการทำกระเบื้องเคลือบ ปัจจุบันหลงเหลือเพียงส่วนประตูทางเข้าด้านหน้า สูง 65 เมตร ทอดสู่จัตุรัสหินอ่อนที่มีความกว้างประมาณ 100 เมตร รวมถึงอาคารส่วนอื่นๆ ที่ได้รับการบูรณะ แต่ยังสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ได้อย่างชัดเจน

Kok Gumbaz Mosque มัสยิดค๊อกกุมบาซ  ชื่อมีความหมายว่า โดมสีฟ้า สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดยข่านอุลุกเบก เพื่อถวายแด่พระบิดา ชารุกข่าน โดดเด่นด้วยโดมสีฟ้าขนาดใหญ่  เปรียบได้กับท้องฟ้าที่ไร้หมู่เมฆ รวมทั้งมีสุสานของพระอาจารย์ของชารุกข่านในบริเวณใกล้เคียงกัน ปัจจุบัน มัสยิดค๊อกกุมบาซได้ชื่อเป็นมัสยิดวันศุกร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอุซเบกิสถาน

4. BUKHARA

นครโบราณที่เป็นจุดศูนย์กลางสำคัญทางการค้าบนเส้นทางสายแพรไหม โดยเป็นจุดแวะพักของกองคาราวาน รวมถึงเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามในเอเชียกลาง  ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยังมีลมหายใจ  ผู้คนยังมีวิถีชีวิตไม่แตกต่างจากเมื่อหลายร้อยปีก่อน  โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่า ยุคทองของบุคคาร่า คือช่วงศตวรรษที่ 10-12  ในยุคราชวงศ์ซามานิดแห่งเปอร์เซีย โดยบุคคาร่าได้รับการยกย่องเป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก

Taki Trading Domes   ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าทากิ อยู่ในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ทากิ ซาร์การอน Taki Zargaron โดมที่ทำการแลกเปลี่ยนเงินตรา และเป็นแหล่งค้าขายของชาวอินเดีย  ทากิ ซาร์ราฟอน Taki Sarrafon  โดมค้าขายเครื่องอัญมณี และของมีค่าต่าง ๆ และทากิ เทลปัก ฟูรูโซ่น Taki Telpak Furushon โดมค้าขายสินค้าทั่วไป  และงานฝีมือแขนงต่าง ๆ  เช่น ชาหอม หมวกขนแกะ พรม ผ้าทอมือ ฯลฯ  สะท้อนถึงบรรยากาศการค้าขายในยุคก่อนได้อย่างดี

Samanids Mausoleum สุสานซามานิดส์  เป็นสุสานโบราณนอกกำแพงเมืองชั้นใน  โดยอิสมาอิลซามานิ  ผู้ตั้งราชวงศ์และจักรวรรดิซามานิ  บัญชาให้สร้างขึ้นระหว่างปลายศตวรรษที่ 9 กับต้นศตวรรษที่ 10 เพื่อฝังศพบิดาและลูกหลานในราชวงศ์  นับเป็นราชสถานฝังศพที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลาง สร้างด้วยอาคารก่ออิฐเป็นทรงลูกบาศก์  มีโค้งทวารทั้งสี่ด้าน  ส่วนหลังคาก่ออิฐเป็นรูปครึ่งวงกลม  และสร้างลวดลายในตัวเองด้วยการก่อเรียงอิฐ  ได้รับการยกย่องเป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลก เพราะเป็นงานศิลปะในยุคอาณาจักรซ็อกเดียน ที่เก่าแก่ยิ่งกว่าสถาปัตยกรรมอิสลาม

Poi-Kalyan Ensemble มหาสุเหร่ากัลยัน ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบุคคาร่า ภายในบริเวณ ประกอบด้วย หอขาน และ สุเหร่า ซึ่งมีความยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียกลาง กล่าวกันว่า แม้แต่เจงกิสข่าน ซึ่งยาตราทัพมาถึงเมืองนี้ยังตะลึงและสั่งห้ามไม่ให้ทำลายหอคอยกัลยัน  ปัจจุบัน สุเหร่ากัลยันยังใช้เป็นสถานที่ละหมาดจนถึงทุกวันนี้

Miri-Arab Madrassa   โรงเรียนศาสนามิริ-อาหรับ ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับมหาสุเหร่ากัลยัน  สร้างขึ้นในศตวรรที่ 16 สมัยราชวงค์ไซบานิค  ชื่อของโรงเรียนตั้งตามชื่อของครูสอนศาสนา มิริ-อาหรับ (แปลว่า เจ้าแห่งอาหรับ) ท่านเดินทางมาจากประเทศเยเมน และได้ทำการสอนศาสนาในเมืองบุคคารา และเป็นผู้มีอำนาจในราชสำนัก

Ark Citadel  ป้อมปราการอาร์ก  เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในบุคคาร่า  เริ่มจากศตวรรษที่ 5-20 รูปทรงของป้อมปราการที่เห็นในวันนี้เป็นการก่อสร้างต่อเติมขึ้นใหม่ระหว่างปี 1747-1920 เป็นสัญลักษณ์สำคัญแสดงความเป็นรัฐและอำนาจของบุคคารา ภายในกำแพงอิฐสูงหนาทึบนี้ มีทั้งพระราชวังของผู้ครองนคร อาคารที่ทำการรัฐบาล บ้านพักขององคมนตรี ท้องพระโรง คุกขังนักโทษ บริเวณลานด้านหน้า คือจัตุรัสเรจิสถาน เคยใช้เป็นลานประหารชีวิต ปัจจุบัน ป้อมปราการอาร์กเป็นพิพิธภันฑ์ แสดงประวัติศาสตร์ของป้อมและเก็บรักษาวัตถุโบราณ อีกทั้งหากขึ้นไปด้านบนของป้อม ยังสามารถชมทิวทัศน์ของเมืองบุคคาราได้อย่างชัดเจนและสวยงาม

Bolo-Hauz Complex  สุเหร่าโบโลเฮาส์ เป็นอีกสถานที่ ซึ่งเต็มไปด้วยความงดงามทางสถาปัตยกรรมแห่งบุคคาร่า  สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง โดดเด่นด้วยเสาไม้สูง 20 ต้น รวมถึงส่วนคานและหลังคาที่สลักเสลาลวดลายเป็นเครือเถาอย่างงดงาม เป็นอาคารเดียวบนจัตุรัสเรจิสถานที่หลงเหลืออยู่ สร้างขึ้นช่วง ค.ศ. 1712-1713  ใช้เป็นมัสยิดสำหรับเจ้าผู้ครองนคร บริเวณด้านหน้าเป็นสระน้ำ บ้างเรียกว่ามัสยิด 40 เสา เนื่องจากเงาที่สะท้อนเสา 20 ต้นลงในน้ำ

Lyab I Hauz  ลาเบียเฮาส์ แหล่งโอเอซิสของเมืองประกอบด้วยสระน้ำขนาดกว้าง 2 สระ  ที่ขุดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งน้ำของเมือง นอกจากนี้ ในอดีตยังเป็นจัตุรัสที่รายล้อมด้วยสุเหร่า โรงเรียนสอนศาสนา และเป็นจัตุรัสการค้าที่คึกคักอย่างมาก ปัจจุบัน ชาวเมืองนิยมมานั่งพักผ่อน และใช้เป็นจุดนัดพบ รอบสระมีรูปปั้นที่สื่อถึงนิยายพันหนึ่งราตรี ที่เล่าขานโดยนัสรูดินอีกด้วย

5. KHIVA

เมืองคีว่า เมืองหลวงของ อาณาจักรโบราณโคเรซึม (Khorezm) เขตการท่องเที่ยวของเมืองคีว่าที่สําคัญ ๆ อยู่ภายในกําแพงเมืองเก่าชั้นใน ที่เรียกว่า “อินชานคาลา”  ซึ่งได้รับการเรียกขานว่าเป็น เมืองพันโดม The City of a Thousand Domes โดยในช่วงศตวรรษที่ 10 ถือเป็นหนึ่งเมืองหลักบนเส้นทางสายไหม ที่มีความเจริญอย่างมาก ต่อมาในศตวรรษที่ 16 ชาวอุซเบกได้ก่อตั้งอาณาจักรข่านคีฟขึ้นและขยายเมืองไปอย่างมาก

Ichan-Kala  ป้อมปราการอิชานคาลา เป็นเขตเมืองชั้นในที่สร้างขึ้นภายในล้อมกำแพงสูงถึง 7-8 เมตร ความยาวร่วม 2.5 กิโลเมตร สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 18 อิชานคาลาเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของเมืองคีว่า และเป็นมรดกโลก  ภายในมีป้อมปราการ หอคอย อนุสรณ์สถาน พระราชวัง สุเหร่า โรงเรียนสอนศาสนา  ที่ไม่ควรพลาดชม ได้แก่

Kunya-Ark Citadel ป้อมปราการคูนยาอาร์ก ตั้งอยู่ทางประตูหน้า ด้านทิศตะวันตก สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 แล้วขยายต่อเติมขึ้นในศตวรรษที่ 17 ภายในป้อมเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง มีทั้งฮาเร็มของเอมีร์ ท้องพระโรง โรงกษาปณ์  โรงม้า คลังอาวุธ และยังมีวังของมูฮัมหมัด อามินข่าน มาดราสซา (Mohammed Amin Khan Madrassah ชมศิลปะอิสลามอันละเอียดอ่อน โดยเฉพาะกระเบื้องทุกแผ่นที่ใช้ในการตกแต่ง โดยฝีมือของ อิสลามโคจา ( Islam Khoja) ผู้มีบทบาทในการดูแล และเผยแพร่ศาสนา รวมถึงสร้างสุเหร่า โรงเรียน หอคอยมินาเรตอันงดงามสูง 45 เมตร

Kalta-Minor Minaret หอขานกัลต้า หอขานละหมาด ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของคูนยาอาร์ก ประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าน้ำทะเล สร้างโดยโมฮัมเหม็ดอามินข่านในปีค.. 1851 ด้วยความสูงถึง 470 เมตร เจตนาให้สามารถมองได้ไกลถึงบุคคาร่า แต่สร้างไม่ทันแล้วเสร็จ เพราะข่านโมฮัมเหม็ดอามินได้เสียชีวิตลงเสียก่อน

Djuma Mosque สุเหร่าจูมา เป็นมหาสุเหร่าแห่งคีว่า ตั้งอยู่ใจกลางอิชานคาลา  ภายในสุเหร่ามีเสาไม้แกะสลักลวดลายถึง 218 ต้น ตั้งรับเพดานหลังคาดาดฟ้าเรียบ เป็นสุเหร่าที่ไม่เหมือนใครในเอเชียกลางและแปลกไปจากสุเหร่าทั่วไปในโลกอาหรับ มีการแกะสลักเสาก่อนนำมาสร้างมัสยิด ในลวดลายศิลปะอินเดีย ทั้งรูปเครือเถา และอักษรคูฟิก

Tash-Khovli Palace พระราชวังทัชฮอฟลี   หรือเรือนศิลา เป็นพระราชวังฤดูร้อน ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม มีห้องหับกว่า 150 ห้อง เช่น ห้องรับแขก ห้องนางสนม ตำหนักประทับ ซึ่งล้วนงดงามด้วยกระเบื้องเซรามิกและไม้แกะสลักประดับอย่างหรูหรา

Islam Khoja Minaret หอคอยอิสลามโฮจา รูปทรงคล้ายประภาคารสูงถึง 57 เมตร เป็นหอคอยที่สูงที่สุดในอุซเบกิสถาน ผนังด้านนอกประดับกระเบื้องสีฟ้าและแดงเป็นแถบ ๆ สามารถเดินขึ้นไปบนหอคอยได้ แต่ต้องเดินถึง 118 ขั้นบันได ด้านบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองคีว่าได้กว้างไกล

Palvan-Kari Complex เป็นศูนย์กลางการค้าขายของกองคาราวาน ในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งกองคาราวานได้ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่หยุดพักหลังจากที่เดินทางรอนแรมยาวไกล จากเอเชียไปยังโลกตะวันตก และจากแถบตะวันตกจะไปเอเชีย ณ จุดกึ่งกลางแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่พักของพ่อค้าและทำการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน

บนเส้นทางอู่อารยธรรมใจกลางเส้นทางสายไหม ในดินแดนเอเชียกลาง ยังมีอีกหนึ่งประเทศข้างเคียงที่เต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่า นั่นเคือเติร์กเมนิสถาน ซึ่งจะมาเล่าในตอนต่อไป

 

สนใจเดินทางสู่อุซเบกิสถาน
โทร. 09 8885 8842 / 09 8865 2094

Close