ขชุราโห ออร์ชา สาญจี อชัญต้า เยือนหมู่มรดกโลก มัธยประเทศ มหาราษฏร์

กำหนดได้เอง
  • tour_image_madhya

Description

ขชุราโห ออร์ชา กวาลิเออร์ สาญจี อชัญต้า-เอลโรล่า เยือนหมู่มรดกโลกจากมัธยประเทศ-มหาราษฏร์
รัฐมัธยประเทศ Madhya Pradesh ตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศอินเดียพอดิบพอดีจนได้ชื่อเล่นว่า “หัวใจของอินเดีย” มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของอินเดีย มีประชากรถึง 75 ล้านคน เป็นรัฐที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอินเดีย แม้จะไม่ติดทะเลแต่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นรัฐที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆของอินเดีย ด้านการท่องเที่ยว รัฐมัธยประเทศก็ไม่น้อยหน้าใคร แม้จะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนต่างชาติแต่ก็มีนักท่องเที่ยวอินเดียมาเที่ยวในรัฐนี้ปีละมากโข เมื่อปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวถึง 63 ล้านคน มีสถานที่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ถึง 3 แห่ง ได้แก่ สถูปสาญจี (Sanchi) วัดขชุราโห (Khajuraho) ที่โด่งดังด้วยภาพแกะสลักหินกามสูตรที่งดงาม และเมืองภีมเบฏกา (Bhimbetka) ที่มีภาพวาดสมัยยุคหิน นอกจากนี้ ยังมี เมืองป้อมปราการ กวาลิออร์ (Gwalior) ป้อมพระราชวัง และวัดรามราชา แห่ง เมืองออร์ขา (Orchha) อันงดงามและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอินเดีย
เมืองกวาลิเออร์ (Gwalior) เป็นเมืองป้อมปราการโบราณ ที่กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเมืองหนึ่งของอินเดีย ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอัครา (Agra) ไปทางทิศใต้ประมาณ 122 กิโลเมตร (76 ไมล์) และอยู่ห่างจากเมืองโภปาล (Bhopal) เมืองหลวงของรัฐไปทางทิศเหนือประมาณ 423 กิโลเมตร (263 ไมล์) สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆที่คุณจะต้องไม่พลาดไปเยือน คือ การไปชมความงดงามของ ป้อมกวาลิเออร์” (Gwalior Fort) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นไฮไล?หลักและยังเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองกวาลิเออร์ ป้อมกวาลิเออร์ เป็นหนึ่งในป้อมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย โดยป้อมปราการแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 8 ซึ่งในอดีตป้อมปราการและตัวเมืองนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรทางภาคเหนืออินเดีย ปัจจุบันเป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการเข้าชมมากที่สุดของเมืองกวาลิเออร์ นอกจากนี้ เมืองกวาลิออร์ ยังเป็นที่ตั้งของ พระราชวังไจ วิลาส (Jai Vilas Palace) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองกวาลิเออร์ ถูกสร้างขึ้นในปี 1809 ซึ่งได้รับการออกแบบโดย พ.ต.ท. Sir Michael Filose ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ซคินเดีย (Scindia Museum) ซึ่งมีการจัดแสดงคอลเลกชันของโบราณและอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก
เมืองขชุราโห (Khajuraho) หรือ เมืองคาจูราโฮ เป็นเมืองเล็กๆในเขตรัฐมัธยประเทศ (Madhya Pradesh) รัฐที่ตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศอินเดีย อยู่ห่างจากกรุงนิวเดลีเมืองหลวงของประเทศไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 620 กิโลเมตร (385 ไมล์) ปัจจุบันเมืองขชุราโหเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวประเภทโบราณสถานที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์คันเดลลาในระหว่าง คริสต์ศักราช 950-1050 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดโบราณประมาณ 20 แห่ง ซึ่งประกอบไปด้วยวัดในแบบวัดในศาสนาฮินดูยุคกลาง และวัดเชน โดยวัดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงในเรื่องของประติมากรรมแนวอีโรติค หรือ แนวกามสูตร กลุ่มอนุสรณ์สถานแห่งขชุราโห (Khajuraho Group of Monuments) หรือ ขชุราโห เทมเพิล (Khajuraho Temples) คือ แหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองขชุราโห เป็นกลุ่มอนุสรณ์สถานที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเด่นๆ คือ กลุ่มตะวันตก ตะวันออก และ ใต้ โดยวัดทั้งหมดสร้างขึ้นด้วยหินทรายและได้รับการประดับประดาไปด้วยประติมากรรมจากเทพปกรณัมของศาสนาฮินดู ศาสนาเชน และภาพสลักอีโรติคที่มีเสน่ห์และงดงาม
เมืองออชา (Orchha) สถาปนาขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดย Bundela (ผู้ปกครองที่มีอำนาจปกครองอินเดียตอนกลางมากมายหลากหลายเมืองในช่วงศตวรรษที่ 16 ) ของ Rudra Pratap Singh ซึ่งต่อมาได้ราชาภิเษกเป็นพระราชาองค์แรกของเมืองออชา Orchha(1501-1531) และยังสร้างป้อมออชา Orchha Fort วัด Chaturbhuj วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิ อัคบาร์ โดยสมเด็จพระราชินีแห่ง Orchha Ganeshi Bai ในขณะ Raj Mandir ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ Madhukar ในช่วงปี 1554-1591 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนริมสองฝั่งแม่น้ำ Betwa สาขาหนึ่งของแม่น้ำยมุนา ได้มีการสร้างกำแพงเชิงเทินขนาดใหญ่ล้อมรอบ ป้อม พระราชวัง ป้อมประกอบด้วยอาคารที่เชื่อมต่อหลายที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือสร้างในสมัยของราชา Mahal โดยตัวพระราชวังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งมีพระราชวัง 5 ชั้น มีสามด้าน ส่วนที่ด้านพระราชวังมี 4 ชั้น นอกนั้นยังมีสถานที่พบข้าราชบริพาร และขุนนาง นอกจากนั้นยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระรามและพระกฤษณะ รวมถึงภาพอวตารของพระนารายณ์ 10 ปาง ภายในมีที่ประทับ ที่ประชุมลับ วัดประจำองค์ราชา รานี ห้องครัว ห้องรับแขกของราชวงศ์ ภายในของป้อมนี้ยังมีพระราชวังของกษัตริย์ชาร์ฮังกี สร้างเสร็จในปี 1598 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ Bharath Bhushan ที่มีเหนือ Vir Singh Deo of Bundela ซึ่งเป็นศัตรูของโมกุล สร้างขึ้นเพื่อมาเป็นศูนย์การทหารและป้อมปราการในการควบคุมดูแลเฉลยได้ง่าย มีลานกว้างเพื่อใช้สำหรับรองรับการทำสงครามช้าง
วัดรามราชา แห่งเมืองออร์ชา เป็นหนึ่งในวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูผู้แสวงบุญจำนวนมากมักจะเดินทางมาแสวงบุญกันอย่างมากมาย ในทุกๆปีจะมีผู้แสวงบุญชาวฮินดูเดินทางมากราบสักการะเทพเจ้าที่วัดแห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 650000 คนต่อปี และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 25000 คนต่อปี ทุกๆวันจะมีผู้เดินทางมาแสวงบุญที่นี่ 1500 – 3000 คนต่อวัน วัดรามราชาเป็นวัดที่สร้างถวายพระรามในฐานะขององค์กษัตรยิ์แห่งเดียวของประเทศอินเดียที่ได้รับการยกย่องให้เป็นองค์กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ตัวเทวาลัยและวัดก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแปลกตา มีเอกลักษณ์ และงดงามแตกต่างจากสถาปัตยกรรมในแคว้นอื่นๆของอินเดีย
สำหรับ รัฐมหาราษฏร์ (Maharashtra) ตั้งอยู่ภาคตะวันตกของประเทศอินเดีย มีความหนาแน่นของประชากรเป็นอันดับที่ 2 ของความหนาแน่นประชากรจากทั่วโลก มีขนาดพื้นที่และจานวนประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของอินเดีย โดยภาคตะวันออกติดกับชายฝั่งทะเล Konkan ภาคตะวันตกเฉียงเหนือติดกับแม่น้าTapti แม่น้าJalgaon แม่น้าDhulia และแม่น้าBhusawal รัฐมหาราษฏระมีพื้นที่ทั้ งหมด 307,713 ตารางกิโลเมตร (118,809 ตารางไมล์) มีอาณาเขตติดต่อ กับ 6 รัฐ โดยทิศเหนือติดกับรัฐมัธยประเทศ ทิศตะวันตกติดกับรัฐคุชราต ทิศตะวันออกติดกับรัฐฉัตติสครห์ ทิศใต้ติดกับรัฐกรณาฏกะ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับรัฐเตลังคานา และทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับรัฐกัว รัฐมหาราษฏระแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 36 อาเภอ (District) โดยเมืองหลวงของรัฐมหา-ราษฏระคือ เมืองมุมไบ (Mumbai) และเมืองสาคัญของรัฐ ได้แก่ เมืองปูเน่ (Pune) และเมืองออรังกาบาด (Aurangabad) สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆในรัฐมหาราษฎร์แห่งนี้ ได้แก่ ถ้ำเอเลเฟนต้า (Elephanta) ในเมืองมุมไบ (Mumbai) และ ถ้ำอชัญต้า และถ้ำเอลโรล่า (Ellora) ที่เมืองออรังกาบาด (Aurangabad)
เอเลแฟนต้า Elephanta เป็นภาษาโปรตุเกส แปลว่าช้าง ชื่อนี้ปรากฏขึ้นในราว 500 ปี ช่วงที่เจ้าอาณานิคมโปรตุเกสเดินเรือมายึดครองหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกของชมพูทวีป ทหารโปรตุเกสเห็นมีหินแกะสลักเป็นรูปช้างตั้งอยู่โดดเด่น จึงเรียก “เกาะช้าง” นานวันเข้า ชื่อเดิมว่า เกาะฆรบุรี ก็ค่อย ๆ เลือนไป เกาะนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ด้วยมีงานประติมากรรมอันอลังการประดับอยู่ในถ้ำถึง 7 ถ้ำ โดยเฉพาะถ้ำประธาน มีภาพแกะสลักหินเล่าเรื่องพระอิศวร หรือพระศิวะมหาเทพ 8 ภาพใหญ่ อยู่รายรอบแท่นประทับองค์ศิวลึงค์ – รูปเคารพแทนองค์พระศิวะ จนกล่าวได้ว่า นี่คือสถานที่ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นทิพยวิมานของพระศิวะมหาเทพบนโลกมนุษย์ เมื่อราว 1,300 ปีก่อน ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ไตรกุฏกะ ผู้ครอบครองชุมทางการค้าแห่งที่ราบสูงเดคคาน ตรงรอยต่อระหว่างอินเดียเหนือกับอินเดียใต้ ความมั่งคั่งในสมัยนั้น ส่วนหนึ่งถูกนำมาบำรุงบำเรอเทพเจ้าที่กษัตริย์นับถือ ด้วยวิธีการเฉกเช่นเดียวกับที่อชัญต้าและเอลโลร่า คือ การขุดเจาะภูเขาหินทั้งลูกให้เป็นถ้ำหรือคูหา แล้วแกะสลักโดยออกแบบให้เป็นโบสถ์ วิหาร หรือวิมานของเทพเจ้า ซึ่งเป็นงานที่ต้องยอมรับว่ายากกว่าการตัดหิน แล้วนำขึ้นไปก่อเรียงเป็นปราสาทเสียอีก ความแตกต่างของเอเลแฟนตา คือ เป็นถ้ำในศาสนาฮินดูล้วน ไม่มีถ้ำในศาสนาพุทธ และศาสนาเชน เหมือนอชัญต้าและเอลโลร่า แต่การแกะสลักภาพขนาดใหญ่ และนูนสูงมากจนเกือบเป็นประติมากรรมลอยตัว ก็เป็นเอกลักษณ์ของเอเลเฟนตาซึ่งไม่มีที่ใดเสมอเหมือน โดยเฉพาะภาพสำคัญสุดตรงกลางคูหา ถือเป็นความกล้าของสถาปนิกผู้ออกแบบยิ่งนัก ที่ออกแบบสลักเสลารูปบุคคลครึ่งตัวแต่สูงใหญ่ถึง 5 เมตร และยังมีสามพักตร์ เฉลิมนามว่า “มเหศวรมูรติ” หรือพระอิศวรผู้ยิ่งใหญ่ในสามภาค คือภาคที่เป็นพระผู้สร้าง ผู้ปกปักรักษา และผู้ทำลายสิ่งชั่วร้าย พระพักตร์กลางเรียก “จันทรเศขรมูรติ” (เทพเจ้าผู้ทัดพระจันทร์เป็นปิ่น) คือศิวะเทพผู้ทรงเมตตาในฐานะพระผู้สร้าง ในขณะที่พระพักตร์ซ้ายแลดูขมึงทึง เรียก “ไภรวะมูรติ” หรือพระไภรพ (แปลว่าผู้ขจัดสิ้นซึ่งความกลัว) อวตารภาคที่ดุร้ายและทำลายล้างของพระศิวะ ในยามที่ต้องไปปราบเหล่าอสูร ส่วนพระพักตร์ขวาอ่อนหวานปานอิสตรี เรียก “อุมาภควดี” หรือปางพระอุมาเทวี มเหสีของพระศิวะในภาคปกปักรักษา ภาพนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับ “ตรีมูรติเทพ” หรือการรวมกันของพระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ แต่ในรายละเอียดมีความแตกต่าง เพราะเป็น “มเหศวรมูรติ” คือพระอิศวรหรือพระศิวะองค์เดียว แต่ปรากฏเป็นสามปางหรือสามภาค ภาพสำคัญอีกภาพหนึ่งที่เอเลแฟนตา จึงเป็นภาพ “ศิวนาฏราช” หรือพระศิวะกำลังร่ายรำทำลายล้างโลกเก่าที่เสื่อมทรามเกินกว่าจะเยียวยา เพื่อจะทรงสร้างโลกใหม่ที่สดใสกว่าขึ้นมาแทนที่ ทว่า แม้จะทรงร่ายรำเพื่อทำลายล้าง ก็ยังมีทวยเทพอย่างพระพรหมและพระนารายณ์ เห็นว่าเป็นท่ารำที่งดงามควรแก่การบันทึกไว้ จึงทูลขอให้พระศิวะร่ายรำอีกครั้ง แล้วมอบหมายให้พระภรตฤษี ทำหน้าที่จดบันทึกท่ารำนั้นไว้ได้ 108 ท่า ต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบท่ารำในวิชานาฏยศาสตร์ของอินเดีย ซึ่งแพร่หลายมาเป็นวิชานาฏศิลป์ในภูมิภาคอุษาคเนย์ หรืออาเซียนด้วย
อชัญตา (Ajanta) เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งใกล้ถํ้าอชัญต้า ห่างจากเมืองออรังคบาดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 104 กม. เป็ นถํ้าที่มีการขุดเจาะภูเขาเข้าไป เรียงกันถึง 30 ถํ้า เพื่อใช้เป็ นห้องโถงสำหรับสวดมนต์และประกอบศาสนกิจ รวมถึงเป็นที่พำนักพระสงฆ์จะเรียกว่าเป็นวัดในพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง ถํ้านี้มีกำเนิดก่อนคริสตศักราชราว 200 ปี (พ.ศ.350) เดิมทีเป็นผลงานที่สร้างโดยพระสงฆ์นิกายหินยาน ซึง่ส่วนใหญ่เป็นช่างแกะสลกั ชาวฮินดูในวรรณะล่างที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ต่อมานิกายมหายานจึงเริ่มเข้าไปผสมผสานภายหลัง มีผู้สันนิษฐานว่าพระสงฆ์ เลือกถํ้าแห่งนี้เนื่องจากเป็นสถานที่ที่สงบเงียบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางส่งสินค้าของชาวอาหรับโบราณมากนัก จนกระทั่งกองทัพมุสลิมเข้ามายึดอินเดีย ถํ้าอชัญตาก็หายไปจากความทรงจำของผ้คน ต่อมาใน ค.ศ.1819 นายทหารอังกฤษชื่อนายจอห์น สมิธ ได้ออกล่าสัตว์ในเขตนั้น และพบถํ้าดังกล่าว เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะไม่นึกไม่ฝันว่าคนสมัยนั้นจะมีความพยายามสูงส่ง ขนาดเจาะหินภูเขาเป็นที่อยู่อนั ใหญ่โตมโหฬารด้วยมือได้เช่นนี้
ถํ้าที่มีความสวยงามและเลื่องชื่อในด้านจิตรกรรมฝาผนังและรูปปั้น ก็คือ ถํ้าที่ 1 ซึ่ง ภายในมีภาพวาดพระโพธิสัตว์ อ วโลกิเตศวร และพระปัทมปาณีถือดอกบัว เอียงพระเศียรแสดงสีหน้าอ่อนโยนและเมตตา ในขณะที่ถํ้าที่ 2 มีความงดงามไม่แพ้ก้น ต่างกนั เพียง จิตรกรรมฝาผนังของถํ้านี้เป็ นเรือ่ งการประสูติของพระพุทธองค์และพระสุบินของพระนางสิริมหามายา ส่วนวิหารในถํ้าที่ 19 เป็ นตัวอย่างสถาปัตยกรรมหินแกะสลักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความโดดเด่นที่เพดานด้านบนเป็นทรงเกือกม้า และมีรูปปั้นเทพารักษ์ยืนตรงขอบหน้าต่าง โดยทั้งหมดเป็นฝีมือของพระสงฆ์นิกายมหายานที่ส่อให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่และพระราชวังอันหรูหราของพระพุทธเจ้า ก่อนออกผนวชเพื่อค้นหาสัจธรรมของชีวิต
ถํ้าวิหารเอลโลล่า (Ellora)) หรือเรียกตามภาษาท้องถิ่น( ภาษามราฐี ซึ่งเป็นภาษาราชการ ในรัฐมหาราษฎร์) ว่า “ เวรุฬเลณี ” เป็นชื่อของกลุ่มถ้ำจำนวน 34 ถ้ำของศาสนาสำคัญของอินเดีย 3 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู และศาสนาเชน ในบรรดาถ้ำ 34 ถ้ำนั้น ถ้ำที่ 1-12 เป็นถ้ำเก่าแก่ที่สุดคือเป็นถ้ำของศาสนาพุทธนิกายมหายานสร้างโดยชาวพุทธมหายานของอินเดียประมาณ พ.ศ.1093 – 1293 ( 550 – 750 ค.ศ.)
ถ้ำเอลโลร่า ตั้งอยู่เชิงเขาแห่งเทือกเขาจารานานทรี แต่ละถ้ำทอดยาวตามแนวแห่งจากเหนือจรดใต้ เป็นถ้ำที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์โดยเจาะภูเขาหินทั้งลูกจนกลายเป็นถ้ำมีความยาวจากทิศใต้ไปทางเหนือประมาณ 2 ก.ม.เศษ ถ้ำเอลโลร่าอยู่ในรัฐมหาราช ซึ่งมีเมืองมุมไบหรือบอมเบยเป็นเมืองหลวง อยู่ห่างจากเมืองมุมไบประมาณ400 ก.ม.เศษ และห่างจากเมืองออรังคาบาดประมาณ 27 กิโลเมตร
ถ้ำเอลโลร่า ไม่เหมือนถ้ำอชันตาเพราะเป็นที่รู้จักกันมานาน ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูมักไปกราบไหว้สักการะเป็นประจำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่เคยถูกทอดทิ้งเพราะอยู่ใกล้ตัวเมืองและเส้นทางการท่องเที่ยวซึ่งเป็นย่านชุมชน ในขณะที่ถ้ำอชันตาถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาร่วมนาน 1,000 ปี ตามพุทธศาสนาที่เสื่อมถอยไปจากประเทศอินเดีย จนเพิ่งถูกค้นพบและเป็นที่รู้จักเมื่อ พ.ศ.2362 ( ค.ศ. 1819) นี้เอง
ถ้ำเอลโลร่านี้เป็นถ้ำของฝ่ายมหายานอันเป็นพุทธศาสนาในยุคหลัง ดังนั้นเมื่อมีการแกะสลักพระพุทธรูปจะต้องมีรูปสลักพระพุทธรูปจะต้องมีรูปสลักของพระโพธิสัตว์ยืนอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาเป็นบริวารตามคติมหายาน แทนอัครสาวกซ้ายขวาคือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร จึงมีพระโพธิสัตว์มากที่สุด คือ รูปแกะสลักพระศรีอริยเมตไตยโพธิสัตว์ มี 26 รูป ที่ถ้ำพุทธเบอร์2 มี 2 รูป ,เบอร์ 4 มี 2 รูป ,เบอร์ 5 มี 12 รูป, เบอร์ 6 มี 3 รูป, เบอร์ 8 มี 3 รูป ,เบอร์ 10 มี2 รูป ,เบอร์ 11 มี 6 รูป และเบอร์ 12 มี 7 รูป ส่วนรูปพระอวโลกิเตศวรมีมากที่สุดถึง 110 รูป และรูปพระมัญชุลีศรีโพธิสัตว์อีก 32 รูป ( รูปหินแกะสลัก)
ถ้ำเอลโลร่าได้ถูกยกเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกในปี พ.ศ.2526 ( 1983) ปีเดียวกันพร้อมกับถ้ำอชันตา

Close